Phanatnikhom Town Municipality

 

ข้อมูลพื้นฐานเทศบาลเมืองพนัสนิคม

1.  ด้านกายภาพ

          1.1  ที่ตั้งของชุมชน

                   เทศบาลเมืองพนัสนิคมตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลพนัสนิคม  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 2.76 ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ  1,725  ไร่  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดชลบุรี  ห่างจากตัวเมืองจังหวัดชลบุรี ประมาณ  22  กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร  ประมาณ  87  กิโลเมตร  และห่างจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ  28  กิโลเมตร           

                   อาณาเขต

                   ทิศเหนือ          ติดต่อกับตำบลหน้าพระธาตุ   ตำบลไร่หลักทอง  อำเภอพนัสนิคม

                   ทิศตะวันออก     ติดต่อกับตำบลบ้านช้าง   อำเภอพนัสนิคม

                   ทิศตะวันตก      ติดต่อกับตำบลกุฎโง้ง      อำเภอพนัสนิคม

                   ทิศใต้             ติดต่อกับตำบลบ้านช้าง ตำบลนามะตูม      อำเภอพนัสนิคม

 

          1.2  ลักษณะภูมิประเทศ

       ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของเทศบาลเมืองพนัสนิคม เป็นที่ราบลุ่ม มีลักษณะลาดจากทางทิศใต้ลงมาทางเหนือ ระดับความสูงห่างกันประมาณ  0.60  เมตร  ทุกๆ หนึ่งกิโลเมตรทางทิศเหนือเป็นที่ลุ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ  5.50  เมตร  ทางทิศใต้มีระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล  6 เมตร ลักษณะดินเป็นดินเหนียวผสมดินร่วน มีความสามารถในการดูดซึมน้ำฝนได้ดี ทางทิศเหนือของอำเภอพนัสนิคมเป็นที่ราบลุ่มรับน้ำจากทางทิศใต้ลงสู่แม่น้ำบางปะกง

          1.3  ลักษณะภูมิอากาศ

                   ลักษณะอากาศโดยทั่วไปเป็นสภาพอากาศแบบมรสุมเขตร้อน โดยในปี พ.ศ.255

                     มีลักษณะอากาศดังนี้

          - อุณหภูมิสูงสุด                                                 37.70     องศาเซลเซียส  

          - อุณหภูมิต่ำสุด                                                20.10     องศาเซลเซียส

          - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน มีนาคม มิถุนายน                  30.31     องศาเซลเซียส

          - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน กรกฎาคม ตุลาคม                 29.06     องศาเซลเซียส

          - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม             28.98     องศาเซลเซียส

          - ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงสุด  ปี 2554  ปริมาณฝนรวม   1,703.80   มิลลิเมตร

             เฉลี่ยต่อเดือน  141.98  มิลลิเมตร   

          - ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำสุด  ปี 2544  ปริมาณฝนรวม   1,070.70   มิลลิเมตร

             เฉลี่ยต่อเดือน  89.23  มิลลิเมตร 

          1.4  ลักษณะของดิน

  ลักษณะดินเป็นดินเหนียวผสมดินร่วน มีความสามารถในการดูดซึมน้ำฝนได้ดี

          1.5  ลักษณะของแหล่งน้ำ

                   ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  มีคลองธรรมชาติไหลผ่านตลอดแนวตั้งแต่เหนือจรดใต้  ความยาวคลองที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ต้องได้รับการขุดลอกหรือปรับปรุง  10  กิโลเมตร  จำนวน  2  สาย คือ

                   1) คลองห้วยน้อย          ยาว     5    กิโลเมตร

                   2) คลองห้วยอีแขก        ยาว     5    กิโลเมตร

 

 

2.  ด้านการเมือง/การปกครอง

 

          2.1 เขตการปกครอง

                   ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  ประกอบด้วยชุมชนย่อยจำนวน  12  ชุมชน  ข้อมูลจำนวนประชากรแยกเป็นรายชุมชน  จำนวน  12  ชุมชน

 

ที่

ชุมชนย่อยที่

จำนวนประชากร (คน)

1

ชุมชนย่อยที่ 1

838

2

ชุมชนย่อยที่ 2

814

3

ชุมชนย่อยที่ 3

752

4

ชุมชนย่อยที่ 4

973

5

ชุมชนย่อยที่ 5

698

6

ชุมชนย่อยที่ 6

895

7

ชุมชนย่อยที่ 7

859

8

ชุมชนย่อยที่ 8

668

9

ชุมชนย่อยที่ 9

729

10

ชุมชนย่อยที่ 10

639

11

ชุมชนย่อยที่ 11

647

12

ชุมชนย่อยที่ 12

560

 

          2.2  การเลือกตั้ง

                   การเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล  ตามพระราชบัญญัติเทศบาล  พ.ศ.2496  และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน 

                   1.  สมาชิกสภาเทศบาลเมืองพนัสนิคม       จำนวน    18    คน

                   2.  คณะผู้บริหารประกอบด้วย

- นายกเทศมนตรี

- รองนายกเทศมนตรี               จำนวน   3   คน

- ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี          จำนวน   2   คน

- เลขานายกเทศมนตรี              จำนวน   1   คน

 

 

3.  ประชากร

          3.1  ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร

                 ประชากร ณ เดือนตุลาคม 2559  ดังนี้

                 1. จำนวนประชาชนทั้งหมดในพื้นที่ตามฐานทะเบียนราษฎร์ 10,659 คน (เฉพาะผู้มีสัญชาติไทย) แยกเป็น 

                     ชาย  4,881  คน  หญิง  5,778  คน 

                 2. จำนวนประชากรต่างด้าวที่จดทะเบียนในเขตเทศบาล  80  คน  แยกเป็นประชากรต่างด้าวเพศหญิง  

                     20  คน   ประชากรต่างด้าวเพศชาย   60    คน

                 3. จำนวนหลังคาเรือนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 4,694 หลังคาเรือน แยกเป็น  3,206  ครอบครัว   

                 4. ความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ย  3,997  คนต่อตารางกิโลเมตร

 

          3.2  ช่วงอายุและจำนวนประชากร

 

ประเภท

ชาย

หญิง

รวม

ร้อยละของประชากรทั้งหมด

เด็ก  (แรกเกิด 9 ปี)

499

491

990

8.60

เด็กโต  (10 14 ปี)

326

316

642

5.58

วัยรุ่น   (15 19 ปี)

354

332

1,328

11.55

ผู้ใหญ่  (20 59 ปี)

2,995

3,367

6,362

55.30

คนชรา (60 ปี ขึ้นไป)

824

1,359

2,183

18.97

รวม

4,998

5,865

11,505

100

 

 

4.  สภาพทางสังคม

          4.1  การศึกษา  สถานศึกษาที่อยู่ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  มีจำนวน 7 แห่ง แบ่งเป็น

                   1. โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองพนัสนิคม  จำนวน  5  แห่ง        

                        1.1  โรงเรียนเทศบาล 1  ศรีกิตติวรรณนุสรณ์               

                        1.2  โรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาส ศิริอุปถัมภ์

                        1.3  โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเกาะแก้วนครสวรรค์             

                        1.4  โรงเรียนเทศบาล 4  เจริญอุปถัมภ์ปัญญาธร

                        1.5  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองพนัสนิคม

                   2.  โรงเรียนเอกชน   จำนวน  2  แห่ง 

                        2.1  โรงเรียนบุญวิทยาคาร                                         

                        2.2  โรงเรียนวัฒนานุศาสน์

         

4.2  สาธารณสุข 

                   ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  ไม่มีโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน 

                    -  ศูนย์บริการสาธารณสุข          จำนวน            1        แห่ง

                     - คลินิกเอกชน                     จำนวน          24        แห่ง

                    -  ร้านขายยา                        จำนวน          11        แห่ง

                    -  คลินิกรักษาสัตว์                  จำนวน            1       แห่ง

          4.3  อาชญากรรม

                   ข้อมูลเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม

คดี

กลุ่ม

ที่

ประเภทคดี

ปี 2557

ปี 2558

จำนวน

จำนวน

ผู้เสียชีวิต

จำนวน

จำนวน

ผู้เสียชีวิต

ที่เกิด

จับ

ที่เกิด

จับ

1.

คดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ

-

-

-

1

1

1

2.

คดีประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายและเพศ

7

7

-

5

4

-

3.

คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์

22

6

-

25

14

-

4.

คดีที่น่าสนใจ

5

3

-

6

-

-

5.

คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย

88

88

-

91

91

-

6.

คดียาเสพติด

208

208

-

256

256

-

7.

คดีอุบัติเหตุจากรถยนต์

-

-

-

1

1

1

8.

คดีอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์

2

2

-

3

3

-

         

  

5.  ระบบบริการพื้นฐาน

          5.1  การคมนาคมขนส่ง

 

ลำดับที่

เส้นทางคมนาคม

เส้นทางคมนาคม

พาหนะ

1

กรุงเทพฯ (เอกมัย) ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 ถึงสี่แยกบางนา แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 ถึงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 ถึงจังหวัดชลบุรี แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 ถึงอำเภอพนัสนิคม ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข3246  ถึงบ้านเกาะโพธิ์ แล้วไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3341  ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางกองบัญชาการช่วยรบที่ 1

ระยะทางตลอดสาย

125 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

2

กรุงเทพฯ (จตุจักร) ขึ้นทางด่วน (ทางพิเศษศรีรัช) ที่ด่านบางซื่อ (ถนนกำแพงเพชร 2) ไปตามทางหลวงพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) ถึงบางนา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 ถึงสะพานข้ามแม่น้ำบางประกงไปตามทางหลวงหมายเลข 3 ถึงจังหวัดชลบุรี แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315  ถึงอำเภอพนัสนิคม ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3246 ถึงบ้านเกาะโพธิ์ แล้วไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3341 ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางกองบัญชาการช่วยรบที่ 1

ระยะทางตลอดสาย

125 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

3

จังหวัดนครราชสีมา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จนถึงสามแยกปักธงชัย แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ผ่านอำเภอปักธงชัย บ้านหลุมเงิน บ้านทุ่งโพธิ์ สี่แยกกบินทร์เก่า อำเภอพนมสารคาม ถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 ผ่านอำเภอพนัสนิคม ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางจังหวัดชลบุรี

ระยะทางตลอดสาย

288 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

4

จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 (ถนนสุขประยูร)ผ่านทางแยก อ.บ้านโพธิ์ ทางแยกบ้านหัวไผ่และทางแยกวัดหลวง ไปสุดเส้นทางที่อำเภอพนัสนิคม

ระยะทางตลอดสาย

28 กม. ถนนลาดยาง

รถยนต์

5

จังหวัดชลบุรี ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 ถึงอำเภอพนัสนิคมไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางบริเวณตลาดโรงเกลือ

ระยะทางตลอดสาย

237 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

6

จังหวัดมุกดาหาร ไปตามทางหลวงหมายเลข 212 ผ่านจังหวัดอำนาจเจริญจังหวัดยโสธร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสระแก้วถึงแยกอำเภอกบินทร์บุรี แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ผ่านแยกอำเภอพนมสารคาม แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315  ผ่านอำเภอพนัสนิคม ถึงจังหวัดชลบุรี แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข  3  ผ่าน อ.ศรีราชาอำเภอบางละมุง ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางเมืองพัทยา

ระยะทางตลอดสาย

820 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

7

ช่วงมุกดาหาร ร้อยเอ็ด พัทยา  เริ่มต้นจากจังหวัดมุกดาหาร ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2042 ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว ถึงแยก อ.กบินทร์บุรีแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านแยกอำเภอพนมสารคาม แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 ผ่านอำเภอพนัสนิคม ถึงจังหวัดชลบุรีแยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3  ผ่านอำเภอศรีราชา บางละมุง ไปสุดเส้นทางณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางเมืองพัทยา

ระยะทางตลอดสาย

794 กม.ถนนลาดยาง

รถยนต์

8

อำเภอพนัสนิคม ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3345 ผ่านบ้านนากระรอก  บ้านหนองเขิน บ้านหนองซาก วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางอำเภอบ้านบึง

ระยะทางตลอดสาย

27 กม. ถนนลาดยาง

รถยนต์

9

จังหวัดชลบุรี ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 315 (ถนนสุขประยูร) ผ่านบ้านปูนเท่าม้า อำเภอพนัสนิคม แยกขวาไปตามถนนศรีกุญชร จนถึงสามแยกทุ่งเหียง แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3246  ถึงสี่แยกบ้านเกาะโพธิ์  ตรงไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3341 ผ่านบ้านเกาะจันทร์ถึงตลาดปรกฟ้า ผ่านบ้านสระตาพรม บ้านหนองยายหมาด บ้านหนองผักตบ ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางบ้านหนองบอน

ระยะทางตลอดสาย

69 กม. ถนนลาดยาง

รถยนต์

 

          5.2  การไฟฟ้า

                   ปัจจุบันการดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมเป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอพนัสนิคม เทศบาลเมืองพนัสนิคมรับผิดชอบเฉพาะการจัดให้มีไฟฟ้าแสงสว่างสาธารณะตามริมถนนสายต่างๆ และที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีข้อมูลดังนี้

                    1. ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 4,639 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ได้รับบริการทั้งหมด

                   2. ไฟฟ้าสาธารณะ  (ไฟฟ้าส่องสว่าง)  จำนวน  1,248  จุด  ครอบคลุมถนน  89  สาย

          5.3  การประปา

                    ปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม ใช้บริการน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคสาขา

พนัสนิคม โดยมีข้อมูลใช้น้ำประปาในเขตเทศบาลดังนี้

                    1. น้ำประปาที่ผลิตได้                                    11,000                   ลบ.ม./วัน

                    2. น้ำประปาที่ใช้                                         2,600          ลบ.ม./วัน

                             3. แหล่งน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา                     2           แห่ง (อ่างเก็บน้ำท่าโพธิ์)

                   4. จำนวนครัวเรือนที่ใช้น้ำประปา                     4,500             ครัวเรือน        

          5.4  โทรศัพท์

                    - โทรศัพท์ส่วนบุคคลในเขตพื้นที่             จำนวน     1,560      เลขหมาย

                    - โทรศัพท์สาธารณะในเขตพื้นที่              จำนวน         33      เลขหมาย

                   - ชุมสายในเขตพื้นที่                          จำนวน           1      ชุมสาย

 

 

6.  ด้านเศรษฐกิจ

          6.1  อาชีพของประชาชน

-  การพาณิชยกรรมและบริการ

 

ลำดับที่

ประเภทสถานประกอบการตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข

จำนวน (แห่ง)

หมายเหตุ

1.

กิจการที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์

3

 

2.

กิจการที่เกี่ยวกับสัตว์และผลิตภัณฑ์

1

 

3.

กิจการที่เกี่ยวกับอาหาร,เครื่องดื่ม,น้ำดื่ม

36

 

4.

กิจการที่เกี่ยวกับยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์

1

 

5.

กิจการที่เกี่ยวกับการเกษตร

23

 

6.

กิจการที่เกี่ยวกับโลหะ หรือ แร่

29

 

7.

กิจการที่เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร เครื่องกล

99

 

8.

กิจการที่เกี่ยวกับไม้

1

 

9.

กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ

113

 

10.

กิจการที่เกี่ยวกับสิ่งทอ

-

 

11.

กิจการที่เกี่ยวกับหิน ดิน ทราย ซีเมนต์ หรือวัสดุคล้ายคลึง

4

 

12.

กิจการที่เกี่ยวกับปิโตรเลียม ถ่านหิน สารเคมี

5

 

13.

กิจการอื่นๆ

83

 

14.

กิจการที่เกี่ยวกับการใช้สถานที่เสริมสวย

73

 

15.

กิจการที่เกี่ยวกับผู้รับจ้างเสริมสวย

85

 

16.

กิจการที่เกี่ยวกับการจำหน่ายอาหาร

129

 

17.

กิจการที่เกี่ยวกับการสะสมอาหาร

186

 

 

  

ลำดับที่

ประเภทสถานประกอบการ

จำนวน (แห่ง)

หมายเหตุ

1.

ธนาคาร

8

 

2.

โรงฆ่าสัตว์

1

 

3.

ตลาด

5

มีโครงสร้าง 4 แห่ง ไม่มีโครงสร้าง(ตลาดนัด)  1 แห่ง

4.

สถานธนานุบาล

2

เทศบาล 1 แห่ง  / เอกชน   1 แห่ง

 

 -  การอุตสาหกรรม  มีโรงงาน  จำนวน   4   แห่ง    แรงงานจำนวน    13    คน 

       

ลำดับที่

ชื่อโรงงาน

ประเภท/ขนาด

จำนวนแรงงาน

ทั้งหมด (คน)

หมายเหตุ

(ไร่/ตารางเมตร)

1.

อุ้ยเลี่ยงฮง

2

3

440

2.

หจก.ศรีเด่นพานิช

2

6

-

3.

พนัสท่อพัก

2

2

112

4.

โก๋ การช่าง

2

2

72

 

          6.2  กลุ่มทางสังคม/กลุ่มการผลิต

                    -  กลุ่ม  SML                                 จำนวน     10  กลุ่ม

                   -  กลุ่มออมทรัพย์                                      จำนวน     -     กลุ่ม

                    -  กลุ่มสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์                จำนวน     20   กลุ่ม   

         

   6.3  การท่องเที่ยว

 -  จำนวนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเขตเทศบาล   จำนวน   3 แห่ง 

1. หอพระพนัสบดี 

พระพนัสบดี  เป็นพระพุทธรูปศิลาเก่าแก่สมัยทวาราวดี  มีอายุประมาณ  1,200  1,300 ปี  แกะสลักจากศิลาเนื้อละเอียดสีดำ  เป็นพระพุทธรูปในท่าประทับยืนบนดอกบัวที่วางอยู่บนหลังสัตว์ประหลาดที่สร้างขึ้นจากจินตนาการเรียกว่า พนัสบดี (ผู้เป็นใหญ่ในป่า)  แก้มเป็นกระพุ้ง จะงอยปากใหญ่งุ้มแข็งแรงคล้ายปากหงส์  ปลายจะงอยปากจากบนลงล่าง มีรูทะลุคล้ายกับจะแขวนกระดิ่งได้  มีเขาทั้งคู่บิดเป็นเกลียวงอเข้าหากันคล้ายเขาโคตั้งอยู่เหนือตา  โคนเขามีหูสองหูอย่างหูโค  มีปีกสองข้างใหญ่สั้นที่กำลังกางออก   ขาทั้งสองข้างพับแนบทรวงอก ยกเชิดขึ้นอย่างขาของครุฑที่กำลังเหินลม  ด้านหลังองค์พระมีประภามณฑล (ลายเปลวเพลิง) เป็นรูปกลมรีอย่างรูปไข่ รอบๆประภามณฑลมีลวดลายงดงามมาก  จากพื้นล่างสุดถึงยอดประภามณฑลมีลวดลายงดงามมาก  จากพื้นล่างสุดถึงยอดประภามณฑลสูง  45 เซนติเมตร  จากฐานล่างถึงพระบาทสูง  15  เซนติเมตร  ส่วนกว้างที่สุดของประภามณฑล  20 เซนติเมตร  ส่วนกว้างจากปลายปีกทั้งสองข้าง 24 เซนติเมตร

                     พระพนัสบดีได้มีการค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2440  โดยผู้พบได้พบขณะพายเรือไปขายของ และปักไม้พายไปถูกองค์พระใต้ผิวน้ำที่ชายฝั่งคลองแบ่ง  ตำบลไร่หลักทอง  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  และได้เก็บรักษาบูชาไว้ที่บ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจพนัสนิคม  มาจนถึงปัจจุบัน

พระพนัสบดีองค์จำลอง  ได้สร้างขึ้นเมื่อวันที่  25  มกราคม  2517  จำลองให้ขนาดใหญ่กว่าเดิม    3  เท่า  ประดิษฐาน ณ หอพระพนัสบดี  ถนนเมืองเก่า  ด้านทิศตะวันตกที่ว่าการอำเภอพนัสนิคมตรงข้ามสำนักงานเทศบาลเมืองพนัสนิคม  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี

                    **กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณวัตถุ ในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม 52  หน้า  3684  เมื่อวันที่   8  เดือนมีนาคม  พ.ศ.2478*


 
2. พระวิหารพระพุทธมิ่งเมือง

 พระพุทธมิ่งเมือง  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  ประดิษฐาน  ณ  พระวิหารพระพุทธมิ่งเมือง  ถนนศรีวิชัย  ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  ใกล้กับตลาดสดเทศบาล 1  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี 

           พระพุทธมิ่งเมือง  แกะสลักจากไม้ประดู่  ลักษณะเป็นศิลปะชาวลาวสร้างในราว พ.ศ.2371  เป็นการสร้างขึ้นของชาวลาวอพยพที่เข้ามาอาศัยอยู่ในแถบนี้  เดิมประดิษฐานอยู่ในวัดร้างชื่อว่า วัดผ้าขาวใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเป็นวัดแรกในเขตเทศบาลพนัสนิคม  ต่อมาเทศบาลเมืองพนัสนิคมได้ปรับปรุงสถานที่และบริเวณวัดร้างนั้น  พร้อมทั้งดำเนินการก่อสร้างหอพระเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานณ ที่ตั้งพระอุโบสถเดิม  และทำพิธีเปิดวิหารเมื่อวันที่ 1 เดือนธันวาคม พ.ศ.2530 

**กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ เมื่อวันที่  30  เดือน ธันวาคม  พ.ศ.2537**

                  

3. ศูนย์จักสานใหญ่ที่สุดในโลก 

                   ประวัติความเป็นมา  ในสมัยก่อน  ชาวอำเภอพนัสนิคมส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพ  ทำไร่ ทำนา หาปู หาปลา เอามาเป็นอาหารในแต่ละวัน  จนกระทั่งได้มีการนำไม้ไผ่ที่หามาในละแวกที่อยู่อาศัย นำมาตัดสานทำเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ในการจับสัตว์น้ำ เช่น ไซ ตุ้ม ลอบ  รวมถึงตะแกรงเอาไว้ใช้ช้อน กุ้ง หอย ปู ปลา ตามหนองน้ำ  ต่อมาได้พัฒนามาเป็นฝาชีครอบกับข้าว  เพื่อป้องกันแมลงต่างๆ เข้ามาตอมอาหารจนถึงปัจจุบันนี้  ต่อมาได้มีการสานฝาชีให้มีลวดลายสีสันสวยงามมากขึ้น  เป็นที่นิยมของคนทั่วไปและมีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น  จึงมีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อจัดตั้ง กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1  อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี  ในปี พ.ศ.2544  มีสมาชิกจำนวน 45  คน  ทำการผลิตผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่างๆ  เอาไว้จำหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิก และได้รับการคัดสรรสินค้าสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2549  ประเภทผลิตภัณฑ์ ของใช้ของประดับตกแต่ง ของที่ระลึก ระดับ 4 ดาว  และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับการคัดสรร ระดับ  5  ดาว   

                   กลุ่มผู้ผลิตทั้ง 7 ชุมชน ต่างร่วมกันส่งผลงานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จักสานที่ใหญ่ที่สุด เข้าประกวดกันทุกปี  เมื่อเสร็จงานไม่รู้จะไปเก็บไว้ไหน  จึงปรับแต่งบ้านไทยโบราณเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องจักสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่  3  ไร่  โดยมีเทศบาลเมืองพนัสนิคมสนับสนุนเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตการจักสาน ซึ่งเข้าชมฟรีได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ 

                  

แหล่งซื้อเครื่องจักสานพนัสนิคม

                   ó ศูนย์เครื่องจักสานใหญ่ที่สุดในโลก นางปราณี  มูลผลา  ประธานกลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1 เลขที่  60  ถนนจันทร์อำนวย  ตำบลพนัสนิคม  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  โทร. 038461180

                   ó ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่บ้านคุณปรานี  บริบูรณ์  เลขที่ 36 ถนนอินทอาษา ต.พนัสนิคม             

                        อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  โทร. 038461313

                   ó บ้านเลขที่ 8  ถนนอินทอาษา  ตำบลพนัสนิคม  อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี  โทร. 038461313

                   ó ตลาดเครื่องจักสาน (บริเวณตลาดเก่า) ถนนสระตราง ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

พนัสนิคม เป็นเมืองเก่าที่เคยรุ่งเรืองเมื่อสมัยกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จ  พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 3  โดยมีพระบรมราชโองการสถาปนาเมืองพนัสนิคมขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2371  เป็นเมืองชั้นจัตวา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2440  สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ได้ทรงปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค จัดระเบียบการปกครองขึ้นใหม่เป็นมณฑลจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  จึงโปรดเกล้าให้เมืองพนัสนิคมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ.2441

                   อย่างไรก็ดี พนัสนิคม ก็ยังเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่พอสมควร จะเห็นได้จากการเข้ามาเยี่ยมเยือนเมืองพนัสนิคมของประชาชนจากหลายๆ จังหวัดของประเทศไทย หลายๆ หน่วยงาน ที่ขอเข้ามาในรูปแบบของการศึกษาดูงาน การท่องเที่ยว การติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าพื้นเมือง สินค้าด้านการเกษตร และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เป็นต้น

                       จุดเด่นของเมืองพนัสนิคม เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นเมืองสะอาด และมีชื่อเสียงในเรื่องของหัตถกรรมจักสานที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งงานจักสานไม้ไผ่ของเมืองพนัสนิคมนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดชลบุรี คือ “ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย” หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชาวพนัสนิคม เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนกว่าร้อยปีแล้ว เกิดขึ้นพร้อมกับการตั้งชุมชน ในสมัยรัชกาลที่ 3  โดยท้าวทุม (พระอินทอาษา) เจ้าเมืองพนัสนิคม คนแรก  (ต้นตระกูลทุมมานนท์)  เป็นผู้นำครอบครัวชาวลาวเข้ามาสวามิภักดิ์และได้รับพระราชทานให้ตั้งเมืองพนัสนิคมขึ้น ชาวลาวที่อพยพเข้ามานั้นมีฝีมือทางด้านจักสานติดตัวมาจึงได้นำไม้ไผ่ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในเมืองพนัสนิคม มาสร้างสรรค์เป็นงานจักสานนานาชนิด และได้ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็นงานหัตถกรรมไม้ไผ่ประจำท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเดิมที ชาวพนัสนิคมจะทำงานจักสานกันเฉพาะเวลาที่ว่างเว้นจากการทำไร่ ทำนา ทำสวน โดยทำงานจักสานเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน เช่น ไซ ข้อง สุ่ม กระจาด กระบุง ตะกร้า เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเน้นความแข็งแรง ทนทานมากกว่า ความสวยงามและความละเอียด นอกจากจะสานเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อใช้ในครัวเรือนแล้วยังได้ส่งขายในตลาดพนัสนิคม หรือแหล่งใกล้เคียง

                       

ต่อมาได้มีการพัฒนาเครื่องจักสาน โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพในการใช้งานความคิดสร้างสรรค์

ประณีต สวยงาม คงทน ทำให้เป็นที่แพร่หลาย ทำให้งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เมืองพนัสนิคม เป็นผลงานชาวบ้านที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองพนัสนิคม มีตลาดทั้งภายในและต่างประเทศซึ่งสามารถนำรายได้มาสู่ชาวพนัสนิคม ทำให้ประชาชนของอำเภอพนัสนิคมที่ประกอบอาชีพจักสานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้านที่อร่อย เช่นหมี่แดงแกงลาว ขนมก้นถั่ว ฯลฯ หารับประทานได้ยาก และจะเห็นได้จากของดีเมืองพนัสนิคมที่ปรากฎอยู่ในคำขวัญของอำเภอพนัสนิคม คือ “พระพนัสบดีคู่บ้าน จักสานคู่เมือง ลือเลื่องบุญกลางบ้าน ตำนานพระรถเมรี ศักดิ์ศรีเมืองสะอาด เก่งกาจการทายโจ๊ก”  ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในเขตเทศบาลเมือง  พนัสนิคมทั้งสิ้น ในการพัฒนาให้เมืองพนัสนิคมเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  มีผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ

 

ตลาดเครื่องจักสาน

 

8.  ศาสนา

          8.1 การนับถือศาสนา

                   ประชาชนเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  นับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ  88  และมีวัดที่อยู่ในเขตเทศบาลฯ จำนวน 4 แห่ง  วัดเกาะแก้วนครสวรรค์  วัดกลางทุมมาวาส  วัดพิมพฤฒาราม วัดพลับมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ ประมาณร้อยละ 10 และมีโบสถ์คริตส์ จำนวน 1 แห่ง  และมีผู้นับถือศาสนาอิสลาม  ประมาณร้อยละ 2

          8.2 ประเพณีและงานประจำปี

การอนุรักษ์ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

                             จำนวนครั้งที่อปท. เป็นเจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบหลักในการจัดกิจกรรมหรือโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟู  และสืบทอดประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สำคัญของท้องถิ่น ที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าครั้งละ 300 คน  จำนวน  5  ครั้ง  ซึ่งงานประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของเมืองพนัสนิคม  ที่สำคัญ มีดังนี้

                   1. ประเพณีงานบุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม   จะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ของทุกปี   โดยเริ่มงานครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2537  เมืองพนัสนิคมเป็นเมืองเก่าแก่และเคยเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จึงมีชุมชนที่มาจากเชื้อชาติต่างๆ มาอยู่ร่วมกัน มีทั้งคนไทย คนลาว ซึ่งอพยพมาอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3  นอกจากนี้ยังมีชาวจีน ซึ่งเข้ามาอยู่ในคราวเมื่อมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยน ชนชาติต่างๆ เหล่านี้ได้มาอยู่ รวมกันเป็นชุมชนและมีการปฏิบัติเกี่ยวกับการทำบุญกลางบ้านต่อเนื่องกันมาจนยึดถือเป็นประเพณี คือ ประเพณีงานบุญกลางบ้าน แต่เพราะมีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ   ฉะนั้น  ประเพณีงานบุญกลางบ้านในแต่ละพื้นที่ แต่ละแห่ง จึงมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมของแต่ละเชื้อชาติ อย่างไรก็ตาม      งานบุญกลางบ้านก็มีการสืบทอดวัฒนธรรมมานับร้อยปีตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย จวบจนปัจจุบัน                           

                   งานบุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม

                   วัตถุประสงค์ของการทำบุญ นอกจากการทำบุญตักบาตรกันตามปกติแล้ว ยังมีการทำพิธีเซ่นสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยตุ๊กตาที่ปั้นด้วยดินเหนียว เป็นรูปคนเท่าจำนวนสมาชิกในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงใส่ลงไปในกระทงกาบกล้วยที่ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม พร้อมด้วยอาหารแห้งและสด รวมทั้งน้ำและเงิน ดอกไม้ ธูปเทียนปักลงในกระทง เครื่องเซ่นเหล่านี้เชื่อกันว่าเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และรำลึกถึงภูตผี เทวดา เพื่อขอความคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขและประสบความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน

          ประเพณีงานบุญกลางบ้าน จะกระทำกันในราวเดือน 3 - 6 โดยผู้เฒ่าผู้แก่ หรือชาวบ้านจะเป็นผู้กำหนดวันทำบุญกันเอง

          พิธีทำบุญเริ่มขึ้นด้วยเจริญพระพุทธมนต์เย็น ณ บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้าน หลังเจริญพระพุทธมนต์แล้ว ในบางแห่งจะมีการละเล่นต่างๆ เพื่อความสนุกสนานของชาวบ้านจะนำอาหารแด่พระสงค์และรับศีลรับพรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำเอาเครื่องเซ่นตุ๊กตาที่จัดเตรียมไว้ ไปวางเรียงรายไว้ทางทิศตะวันตกจากนั้นต่างก็จุดเทียนถวาย เมื่อพระฉันท์อาหารเสร็จแล้ว ท่านจะนำน้ำมาองค์ละ 1 แก้ว ยืนเป็นวงกลมแล้วสวดมนต์กรวดน้ำราดลงไปในกระทง เสร็จแล้วชาวบ้านก็จะนำไปทิ้งไว้ที่ทางสามแพร่งหรือโคก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์

 

 

          หลังเสร็จพิธี ชาวบ้านจะมานั่งรวมรับประทานอาหารด้วยกัน โดยไต่ถามความเป็นอยู่ตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน

          สิ่งที่ได้จากการทำบุญกลางบ้าน ก็คือ ความสามัคคีในหมู่คณะ ความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ตลอดจนการปลูกฝังสิ่งที่ดีงามไว้ เป็นมรดกสืบทอดต่อไปถึงชนรุ่นหลัง

                   2. ประเพณีไหว้พระจันทร์   จัดในวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน 8  (จีน)  ของทุกปี 

                   ตำนาน “ไหว้พระจันทร์” สำหรับคนจีนแล้ว เทศกาลไหว้พระจันทร์ถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากเทศกาลตรุษจีนทีเดียว คนจีนกับพระจันทร์มีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น  ดังนั้น จึงมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของประเพณีไหว้พระจันทร์มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เรื่อง “ฉังเอ๋อหินสู่ดวงจันทร์” ถือว่าเป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงรู้จักกันมาก

                   ตำนาน “ฉังเอ๋อหินสู่ดวงจันทร์”  ปรากฎครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ (ยุคสงคราม 475 – 221 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นเรื่องราวของฉังเอ๋อที่กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่  แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์   ตำนานเกี่ยวกับฉังเอ๋อผู้นี้   ได้ถูกแต่งเติมรายละเอียดออกไปอีกในราชวงศ์ต่อมา  ตำนานเรื่อง “เทพธิดาแห่งดวงจันทร์” มีว่าเมื่อครั้งโบราณกาล  โลกเรามีดวงอาทิตย์อยู่ถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์  ทุกหย่อมหญ้าร้อนละอุเป็นแผ่นดินเพลิง  ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้ง  ส่วนที่เป็นภูเขาก็ถล่มแผ่นดินแยกต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ  ผู้คนไม่มีที่หลบซ่อนอาศัย  ในครั้งนั้น  ได้ปรากฏวีรบุรุษนามว่า “โฮ่วอี้”  เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้แม่นยำอย่างอัศจรรย์  เขายิงธนูขึ้นสู่ฟ้าเพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ถึงเก้าดวง  ทำให้เหลืออยู่เพียงดวงเดียว   ถือเป็นการขจัดทุกข์เข็ญให้แก่บรรดาประชาราษฎ์ ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เข้าเป็นกษัตริย์ ทว่าพอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์  ก็ลุ่มหลงในสุราและนารี  ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ  กลายเป็นทรราช  ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด  โฮ่วอี้รู้ตัวว่าคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน  จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน (คุนลุ้น)  เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน  แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่า  ถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้  อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ราษฎรเป็นแน่  คิดดังนี้แล้ว  เธอจึงตัดสินใจแอบนำยาอายุวัฒนะนั้นมากินเสียเอง  แต่พอกินเข้าไป  ร่างของเธอก็เบาหวิว แล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ก็ปรากฏภาพเทพธิดาที่เชื่อกันว่าเป็นฉังเอ๋อนี้เอง

                   จากหนังสือบันทึกโบราณ  โจวหลี่  ระบุว่าพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ทั่วทั้งประเทศนั้น  เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง  ซึ่งที่มาของพิธีในเทศกาลนี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตำนานความฝันของกษัตริย์ถังหมิงหวง  เสด็จประพาสพระราชวังบนดวงจันทร์  เรื่องเล่ามีอยู่ว่า  ในกลางคืนเดือนเพ็ญ  ขึ้น 15  ค่ำ  เดือน  8  กษัตริย์ถังหมิงหวงบรรทมหลับไปแล้วทรงพระสุบินว่า  พระองค์ลอยขึ้นไปเที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์  และได้พบเทพธิดาบนดวงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในฝันนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง  กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและทรงโปรดให้พระสุบินนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำเลียนแบบเทพธิดาในฝัน

                                               

                   ตั้งแต่นั้นมาทุกวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  8  พระองค์ก็รับสั่งให้จัดเครื่องเซ่นไหว้พระจันทร์และทอดพระเนตรความงามของพระจันทร์ไปพร้อมกับการร่ายรำของนางสนม

                   ประเพณีปฏิบัติเช่นนี้  ภายหลังได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ  และเป็นเทศกาลที่มีวามสำคัญเทียบเท่ากับเทศกาลตรุษจีน  และเทศกาลไหว้ขนมจ้าง (ขนมบ๊ะจ่าง)

                   3. ประเพณีสงกรานต์  จัดในเดือนเมษายน  ของทุกปี 

                   ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ และเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงามฝังลึกอยู่ในชีวิตของคนคำว่า สงกรานต์มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนไทยมาช้านาน การย้ายของพระอาทิตย์เข้าไปจักรราศีใดราศีหนึ่ง จะเป็นราศีใดก็ได้ แต่ความหมายที่คนไทยทั่วไปใช้ หมายเฉพาะวันและเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในเดือนเมษายนเท่านั้น           

ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดวันสงกรานต์

                   กล่าวไว้ว่า ก่อนพุทธกาลมีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง อายุเลยวัยกลางคนก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล ซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีทุกข์ใจเป็นอันมาก ข้างรั้วบ้านเศรษฐีมีครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวเป็นนักเลงสุรา ถ้าวันไหนร่ำสุราสุดขีด ก็จะพูดเสียงดังแสดงวาจาเยาะเย้ยเศรษฐีสบประมาทในความมีทรัพย์มาก  

                   แต่ไร้ทายาทสืบสมบัติเสมอ วันหนึ่งเศรษฐีจึงถามว่ามีความขุ่นเคืองอะไรจึงแสดงอาการเยาะเย้ยและสบประมาท เฒ่านักดื่มจึงตอบ ถึงท่านมั่งมีสมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนมีบาปกรรมท่านจึงไม่มีบุตร ตายไปแล้วสมบัติก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด สู้เราไม่ได้ถึงแม้จะยากจนแต่ก็มีบุตรคอยดูแลรักษายามเจ็บไข้ และรักษาทรัพย์สมบัติเมื่อเราสิ้นใจ  นับแต่นั้นมา เศรษฐียิ่งมีความเสียใจ จึงพยายามไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ เพียรพยายามตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามปี ก็ไม่ได้บุตรดังที่ตนปรารถนาจนวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ ท่านเศรษฐีก็พาข้าทาสบริวารของตนมาที่โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำที่อาศัยของนกทั้งหลาย ท่านเศรษฐีให้บริวารล้างข้าวสารด้วยน้ำสะอาดถึง 7 ครั้ง แล้วจึงหุงข้าวสารนั้น เมื่อสุกแล้วยกขึ้นบูชาพระไทร เทพเหล่านั้นเกิดความสงสาร จึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ทูลขอบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์จึงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ ธรรมบาลลงมาเกิดในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อครบกำหนดภรรยาเศรษฐีก็คลอดบุตรเป็นชาย เศรษฐีจึงตั้งชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร เพื่อตอบสนองพระคุณเทพเทวา เศรษฐีจึงสร้างปราสาทสูง 7  ชั้น ถวายเทพต้นไทร

                   เมื่อธรรมบาลกุมารเจริญวัยขึ้น เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม รอบรู้ และวัยเพียง 7 ขวบก็เรียนจบไตรเพท ยังมีเทพองค์หนึ่งชื่อ “ท้าวกบิลพรหมได้ยินกิตติศัพท์ทางสติปัญญาอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อยจึงคิดทดลองภูมิปัญญาโดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันจึงถามปัญหา 3 ข้อ ถ้ากุมารน้อยแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อได้ กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้ ก็จะต้องเสียหัวเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้ ปัญหานั้นมีว่า

1. ตอนเช้าราศีคนอยู่แห่งใด

2. ตอนเที่ยงราศีของคนอยู่แห่งใด

3. ตอนค่ำราศีของคนอยู่แห่งใด

                   เมื่อได้ฟังปัญหาแล้ว ธรรมบาลไม่อาจทราบคำตอบในทันทีได้ จึงผลัดวันตอบปัญหาไปอีก  7  วัน ครั้นเวลาล่วงจากนั้นไป  6  วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดหาคำตอบปัญหานั้นไม่ได้ จึงหลบออกจากปราสาทหนีเข้าป่า และไปนอนพักเอาแรงใต้ต้นตาล ขณะนั้นบนต้นตาลมีนกอินทรีคู่หนึ่งอาศัยอยู่ นางนกถามสามีว่า  “พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน นกสามีก็ตอบว่า  “พรุ่งนี้เราไม่ต้องบินไปไกล เพราะจะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมาร  ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมตัดหัว เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ได้”  นางนกถามว่า  “ปัญหานั้นว่าอย่างไร”  นกสามีตอบว่า ปัญหามีอยู่  3  ข้อ และหมายถึง  

                    ข้อหนึ่ง  ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า

ข้อสอง  ตอนเที่ยงราศีคนอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก  
ข้อสาม  ตอนค่ำราศีคนอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน 

                   ธรรมบาลกุมาร ได้ยินการไขปัญหาของนกอินทรี และจำจนขึ้นใจ ทั้งนี้เพราะธรรมบาล  รู้ภาษานก จึงกลับสู่ปราสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตน รุ่งขึ้นเป็นวันครบกำหนดแก้ปัญหา ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบ ธรรมบาลกุมารกล่าวแก้ปัญหาตามที่นกอินทรีคุยกันทุกประการ ท้าวกบิลพรหมจึงเรียก ธิดาทั้ง 7 ของตนอันเป็นบริจาริกาคือหญิงรับใช้ของพระอินทร์มาพร้อมกัน แล้วบอกว่าตนจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าเอาศีรษะพ่อวางไว้บนแผ่นดินก็จะลุกไหม้ไปทั้งโลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ อากาศจะแห้งแล้งฟ้าฝนจะหายไปสิ้น ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะแห้งแล้งไปเช่นกัน จึงสั่งให้ นางทั้ง 7 คน เอาพานมารองรับศีรษะ แล้วจึงตัดศีรษะส่งให้นางทุงษธิดาคนโต นางทุงษจึงเอาพานรับเศียรบิดาไว้แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ  60  นาที แล้วอัญเชิญไปไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว 7 ประการ ชื่อภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็เอาเถาฉมุลาดลงมาล้างในสระอโนดาต 7 ครั้ง แล้วก็แจกกันเสวยทุกๆ องค์ ครั้นครบ 365  วัน โลกสมมุติว่าเป็นหนึ่งปีเป็นสงกรานต์ ธิดา  7  องค์ ของเท้ากบิลพรหมก็ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วจึงกลับไปเทวะโลก

                   กิจกรรม  เทศบาลเมืองพนัสนิคม  จัดให้มีการจัดรูปขบวนแห่รถพระ และนางสงกรานต์จากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ  และภาคเอกชน ไปรอบๆ ตลาดพนัสนิคม   พร้อมทั้งดำเนินการทางด้านพิธีการต่างๆ ทางศาสนา เช่น การสรงน้ำพระพุทธและพระสงฆ์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่  และกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม

                  

 4. ประเพณีลอยกระทง 

                   เทศกาลลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี หรืออยู่ในราวเดือนพฤศจิกายนถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่มีตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยเรียกกันว่า งานลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลง เป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม เชื่อกันว่าการลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนาง นพมาศนั้น กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมหานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ใน แคว้นทักขิณาของประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบัน เรียกว่าแม่น้ำเนรพุททา สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลองหรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

                   กิจกรรม  เทศบาลเมืองพนัสนิคมได้จัดงานประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี  มีคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองพนัสนิคม  หน่วยงานภาครัฐและเอกชน  รวมไปถึงประชาชนในท้องถิ่น  ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  ภายในงานมีกิจกรรมการเดินขบวนแห่  การประกวดกระทงใหญ่ และได้จัดให้มีมหรสพการแสดง  และกิจกรรมต่าง ๆ  เช่นการแสดงดนตรีลูกทุ่ง การแสดงบนเวทีของนักเรียน และการทายโจ๊กปริศนา 

กิจกรรมงานประเพณีลอยกระทง

                   5. ประเพณีกองข้าว  จะจัดขึ้นในเดือนเมษายน  ของทุกปี  (หลังสงกรานต์)

                   ประเพณีกองข้าวของชาวพนัสนิคมนั้นผู้สูงอายุหลายท่านกล่าวว่า ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านานแล้วคือเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนย้ายราศีเข้าสู่ปีใหม่หรือเรียกว่าสงกรานต์ล่วงไปประมาณ 1 สัปดาห์  ก็ให้ชักชวนชาวบ้านนำอาหารคาว-หวานไปที่จุดนัดหมาย แบ่งอาหารคนละเล็กละน้อยใส่กระทงรวมกันไว้แล้วจุดธูป เทียน ร้องเชิญภูตผีปีศาจที่หิวโหยมากินอาหารจนอิ่มหมีพีมัน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่มารบกวน บ้านเมืองจะอยู่เป็นสุขเสร็จแล้วก็ตั้งวงรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่ให้เหลืออาหารกลับบ้านเป็นอันขาด

                   ประเพณีกองข้าวของชาวพนัสนิคม จะกระทำกันประมาณหลังสงกรานต์ผ่านไปแล้วของทุกปี หรือดูว่าชาวบ้านพร้อมเพรียงกันในวันใด ก็ให้นัดหมายเอาวันนั้น สถานที่จัดมี 3  จุดหมายด้วยกัน คือ จุดที่ 1  กองข้าวทางทิศตะวันออก จุดที่ 2  กองข้าวทางทิศเหนือ และจุดสุดท้าย กองข้าวทางทิศตะวันตก เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไปทุก ๆ จุด โดยชาวบ้านจะออกเดินทางพร้อมอาหารคาว-หวาน เครื่องดื่ม ธูป เทียน กระดาษ กิมจั้ว ตุ๊กตาจำลอง ฯลฯ เมื่อได้เวลาคนมากันมากพอสมควรหรือพร้อมเพรียงกันแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้ จะมีผู้นำทางพิธีคนหนึ่งจะบอกให้ชาวบ้านจัดอาหารคาว หวานนำมาใส่กระทงที่เตรียมไว้ จุดธูป เทียน พร้อมกันรวมกันไปปักไว้ใกล้กระทง แล้วร้องเชิญพวกผีไร้ญาติทั้งหลายให้มารับเครื่องเซ่นไหว้พอธูปหมดดอกผู้นำทางพิธีจะบอกลาแล้วจะแจ้งให้ทุกคนร่วมกันรับประทานอาหารให้หมด อย่าให้เหลืออาหารกลับบ้าน เด็ก ๆ ที่ไม่มีญาติ พี่น้อง ก็ให้แบ่งปันอาหารด้วยจนพอสมควรแก่เวลา จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

                   ความสวยงามและจุดเด่นของงานนี้ขึ้นอยู่ที่ผู้คนจำนวนมากจัดสำรับกับข้าวตามฐานะมา  ตั้งวงร่วมรับประทานอาหารด้วยกันด้วยบรรยากาศ  พี่น้อง เสียงสรวลเสเฮฮา แลกเปลี่ยนอาหารกันรับประทาน  ทำให้เกิดไมตรีจิตมิตรภาพสภาพจิตใจเป็นสุข  เพราะได้ทำบุญสุนทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นี่คือประเพณีของท้องถิ่นที่แปลกและหาดูกันได้ยาก จึงสมควรที่จะได้รับการฟื้นฟูอนุรักษ์และรักษาสืบทอดต่อไปชั่วลูกหลาน

  กิจกรรมงานประเพณีกองข้าว

9.  ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

          9.1 น้ำ

                   สภาพภูมิประเทศ

                   ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของเทศบาลเมืองพนัสนิคม เป็นที่ราบลุ่ม มีลักษณะลาดจากทางทิศใต้ลงมาทางเหนือ ระดับความสูงห่างกันประมาณ 0.60 เมตร ทุกๆหนึ่งกิโลเมตร ทางทิศเหนือเป็นที่ลุ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเล  ประมาณ 5.50 เมตร ทางทิศใต้มีระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 6 เมตร ลักษณะดินเป็นดินเหนียวผสมดินร่วน มีความสามารถในการดูดซึมน้ำฝนได้ดี ทางทิศเหนือของอำเภอพนัสนิคมเป็นที่ราบลุ่มรับน้ำจากทางทิศใต้ลงสู่แม่น้ำบางปะกง

                   สภาพภูมิอากาศ

                   ลักษณะอากาศโดยทั่วไปเป็นสภาพอากาศแบบมรสุมเขตร้อน โดยในปี 2557  มีลักษณะอากาศดังนี้

                   - อุณหภูมิสูงสุด                                                 37.3     องศาเซลเซียส    

- อุณหภูมิต่ำสุด                                                15.5     องศาเซลเซียส

                    - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน มีนาคม มิถุนายน                  30.39   องศาเซลเซียส

                    - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน กรกฎาคม ตุลาคม                 29.21   องศาเซลเซียส

                   - อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม             28.43   องศาเซลเซียส

- ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงสุด  ปี 2556  ปริมาณฝนรวม   1,755.90   มิลลิเมตร

                    - ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำสุด  ปี 2544  ปริมาณฝนรวม   1,070.70   มิลลิเมตร         

                       1. แหล่งน้ำ

                         -  ในเขตเทศบาลเมืองพนัสนิคม  มีคลองธรรมชาติไหลผ่านตลอดแนวตั้งแต่เหนือจรดใต้

                              จำนวน  2  สาย คือ

                             1) คลองห้วยน้อย          ยาว     2.4    กิโลเมตร

                             2) คลองห้วยอีแขก        ยาว     3.2    กิโลเมตร

                             3) ความยาวคลองที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ต้องได้รับการขุดลอกหรือปรับปรุง   5.6  กิโลเมตร

                  

9.2. น้ำเสีย 

                             เทศบาลมีระบบบำบัดน้ำเสีย  2  ระบบ  2  แห่ง  ประกอบด้วย

                             1) ระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียน (Activated  Sludge)  ตั้งอยู่บนเนื้อที่  1,600  ตร.ม.  ปัจจุบันใช้บำบัดน้ำเสียจากโรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลเมืองพนัสนิคมเพียงแห่งเดียว

 

                     

                                   บ่อดักไขมันและขยะ ของน้ำทิ้ง                                                  คลองวนเวียน

                                      ก่อนเข้าสู่บ่อคลองวนเวียน                                เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำโดยใช้เครื่องตีน้ำ

                             2) ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง (Oxidation  Pond)  ตั้งอยู่บนเนื้อที่  50  ไร่   ประกอบด้วยบ่อผึ่ง  4 ชุดๆ ละ  3 บ่อ  รวม  12 บ่อ  มีจุดสูบน้ำเสีย  13  จุด   แต่ปัจจุบันใช้การไม่ได้  เทศบาลฯ อยู่ระหว่างดำเนินการฟื้นฟู 

      

 

                           สถานีสูบน้ำเสียต้นทา บ่อสูบน้ำปลายทาง  ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง